Education

ตามสัญญาค่ะที่ว่าจะมาเล่าเรื่อง
การเข้า Class ครั้งแรกในการเรียน MBA ให้อ่านกัน
 
หลังจากเอนทรี่ที่แล้วโจ๊กได้เล่าถึง
การมาอินเดียครั้งแรก
เพื่อเรียนภาษาอังกฤษถึง 3 เดือนค่ะ
อยากบอกว่า....แทบจะไม่ได้อะไร
 
อย่าค่ะ
 
อย่าเพิ่งประนามโจ๊ก
 
จริง ๆ แล้ว โจ๊กอยากบอกว่า
ไม่ว่าจะเรียนที่ไหนถ้าไม่ขวนขวาย ก็มีค่าเท่ากันแหละค่ะ
 
ขอสารภาพว่า ตอนแรกที่โจ๊กไป ก็เรียน ๆ เล่น ๆ ค่ะ
คืออยู่กับเพื่อน ๆ หลายคนที่ไปเรียนด้วยกันอ่ะค่ะ
วัน ๆ ก็ออกไปเที่ยว ไม่ค่อยได้เรียนเท่าไหร่
 
แต่พอใกล้หมดคอร์สเข้ามาทุกที
โจ๊กก็สำเนียกตัวเองขึ้นมาได้เรื่อย ๆ ค่ะ
ว่าเราเรียน ๆ เล่น ๆ แทบจะไม่ได้อะไรเลย
ภาษาอังกฤษก็ยังพูดไม่ได้
กลับไปแม่คงเอาไม้ตะพดไล่เขกกะบาลเป็นแน่แท้
 
ก็เลยปรัีบตัวใหม่ค่ะ
ลงทุนไปซื้อหนังสือแกรมม่ามาอ่าน
แล้วก็เริ่มตั้งใจเรียนอย่างจริงจัง
โดยเริ่มจากเขียนไดอารี่ เป็นภาษาอังกฤษค่ะ
เขียนผิด เขียนถูก ก็เขียน ๆ มันไปก่อน
 
ทุกวันนี้กลับมานั่งอ่านไดอารี่อันนั้น
ก็ยังขำภาษาที่ตัวเองใช้เขียนอยู่เลย
แต่นั่นถือเป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำให้โจ๊กเรียนรู้ภาษาอังกฤษค่ะ
 
เอ่อ....บล็อกนี้ เริ่มจะมีสาระเกินไปหรือเปล่าเนี่ย?
 
เอาละ เอาละ มาย้อนความหลัง (ของคนแก่)
ในการเข้าห้องเรียนครั้งแรกกันดีกว่าค่ะ
 
คลาสปริญญาโทของอินเดีย จะเปิดช้ากว่าปริญญาตรีค่ะ
ปกติปริญญาตรีจะเปิดเรียนเดือนกรกฎาคม
ส่วนปริญญาโท จะเปิดตอนเดือนสิงหาคมค่ะ
แต่ช่วงนั้นคลาสของ MBA ของโจ๊กมันเลือนไปเป็น 1 กันยาอ่ะค่ะ
ก็เลยมีเวลาเตรียมตัวในการเรียนภาษาเพิ่มเติมนิดหน่อย
 
แต่....มันก็ยังไม่พออยู่ดีค่ะ
เพราะวันแรกที่โจ๊กไปเข้าห้องเรียนเนี่ย สุดยอดแห่งความไม่รู้เรื่องค่ะ
เพื่อนอินเดียพูดอะไร เราก็ไม่ค่อยเข้าใจ
ยิ่งอาจารย์สอนเนี่ย เข้าใจไปเป็นอีกเรื่องนึงซะงั้น
 
ช่วงแรก ๆ ในห้องเรียนก็จะมีโจ๊ก และพี่มุกที่เป็นคนไทย
นอกนั้นอินเดียล้วน ๆ ค่ะ ทั้งชั้นมี 50 คน
แบบว่านั่งเรียนด้วยความแออัดมาก
แต่โจ๊กกับพี่มุก ก็จะปลีกออกมานั่งด้วยกันค่ะ
สุดท้ายก็ตายหมู่ค่ะ
 
เพราะอาจารย์สั่งงานตอนไหนก็ไม่รู้
อยู่ ๆ ก็บอกให้เอางานมาส่ง
ตายสิค่ะ!!!
โจ๊กกับพี่มุกก็นั่งมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
สุดท้าย....ก็ใช้ความใจกล้า และหน้าด้านของหญิงไทย
ไปตบรายงานของเพื่อนอินเดียมาลอกค่ะ
 
จริงอยู่ ฉันก็ซื้งในน้ำใจแกอะนะ
แต่อยากบอกว่า....แกเขียนตัวเขียนกัน
ตูอ่านไม่ออกเฟร่ย!!!

เพราะปกติโจ๊กจะเขียนตัวพิมพ์ไงค่ะ
พอมาลอกภาษาอังกฤษที่เป็นตัวเขียนเนี่ย
ลอกผิด ลอกถูก
แต่อารมณ์นั้น ไม่สนค่ะ ส่ง ๆ ไปก่อนเห้อ
 
หลังจากการโดนสังหารหมู่คราวนั้น
โจ๊กกับพี่มุก ก็เลยต้องปรับตัวค่ะ
ถ้ายังมานั่งแยกกันอยู่ 2 คนอีกเนี่ย
สงสัยจะไม่รอด
 
ก็เลยต้องเข้าไป Make Friend กับเพื่อนอินเดียซะหน่อย
คือ พี่มุกเป็นคน Friendly เข้ากับคนง่าย
แต่อีโจ๊กเนี่ยสิค่ะ ตายด้านสนิทค่ะ
แต่ก็ยังดีที่เวลามีงานอะไร เพื่อน ๆ ก็จะคอยบอกคอยเตือน
 
ด้วยความหวังดีของเขา
เตือนเราแม้กระทั่งเรื่องการลาหยุด
โจ๊กก็ยอมรับอ่ะนะค่ะ ว่าช่วงแรก ๆ ก็หยุดบ่อยจริง ๆ
มันเป็นช่วงปรับตัวอ่ะค่ะ
ด้วยความที่เรียนหนักมาก เช้าจรดเย็น และเรียนวันเสาร์อีก
แบบว่าตอนนั้นโจ๊กท้อมาก ๆ อ่ะค่ะ
คิดว่าอยากกลับบ้านแล้ว ทำไมเราต้องมาทรมานอะไรที่นี่ฟระ
แต่มาคิดอีกที ตูเลือกเองนี่หว่า
(ก็เลยต้องทนต่อไป ห้ามบ่น)
 
แต่โชคดีเป็นของโจ๊กค่ะ
เทอมนั้นเขายกประโยชน์ให้
ก็เลยมีสิทธิ์สอบ ไม่งั้นป่านนี้อาจจะยังไม่จบ
เพราะถ้าเขาตัดสิทธิ์นั่นหมายถึง
คุณต้องกลับมาสอบใหม่ในปีหน้า
พร้อมกับวิชาปัจจุบันที่คุณเรียนอยู่
อ่านหนังสือกันตูดบานอ่ะค่ะ
แต่ดีหน่อย เขาจะวางตารางการสอบไม่ให้ชนกัน
แต่เหนื่อยมากค่ะ เพราะสอบทั้งเช้า ทั้งบ่าย
(เคยมาแล้วค่ะ เหนื่อยรากแตกอ่ะ)
 
พอเราเรียนกันได้ 2 เดือน ก็มีการสอบย่อยของเทอมแรกค่ะ
ไม่อยากบอกว่า......อุบาทว์สุด ๆ ค่ะ
(ขอโทษค่ะ มันต้องใช้คำนี้จริง ๆค่ะ)
เพราะวันสอบ ที่โจ๊กเห็นบนโต๊ะ คือ..........
กระดาษคำถาม และกระดาษคำตอบอีก 1 ปึกใหญ่
ตอนนั้นคิดในใจว่า ปึกใหญ่ไปป่ะ?
(ช่วยลดโลกร้อนนิดส์นึงมั้ย?)
กะให้ตูเขียนจนง่อยเปลี้ยเลยหรือไง?
 
ขอสารภาพว่า ตอนนั้น แม้แต่อ่านคำถามยังไม่เข้าใจอ่ะ
คือทุกข้อมีแต่คำว่า Brief 
 
Brief ไรฟระ?

แปลว่าอะไรฟระ?
 
นั่งงงอยู่นานหลายนาทีมากอ่ะค่ะ
สุดท้าย พอลับหลังอาจารย์
โจ๊กต้องกระซิบถามพี่มุกเบา ๆ
ด้วยเสียงเครือ ๆ ว่า "พี่...มันแปลว่าอะไรอ่ะ"
พี่มุก ก็หันมาทำหน้าสงสารโจ๊กอยู่ 2 วิ แล้วบอกว่า
"มันแปลว่าอธิบายคร่าว ๆ อ่ะโจ๊ก"
โจ๊ก :  ถึงบางอ้อ และขอยอมแพ้
 
แค่ความรู้เท่าหางอึ่งที่โจ๊กมีเนี่ย
มันไม่พอสำหรับการเขียนไอ้ปึกโตนั่นค่ะ
สุดท้าย โจ๊กใช้เวลาในการสอบ
นั่งตีเส้นคั่นหน้า เพื่อฆ่าเวลาค่ะ
 
แต่โจ๊กตอบทุกคำถามนะค่ะ
แต่ตอบมาสุด 3 บรรทัด!!!

อันนี้จริง ๆ ไม่ได้โม้ค่ะ
คือ นั่งทำไป น้ำตาคลอไปอ่ะ
แบบว่าภาษาอังกฤษที่เรียนมา 20 กว่าปี
ไม่ช่วยอะไรตูเลย พยายามทั้งงัด ทึ้ง ดึงออกมา
จากซอกหลืบของสมองแล้ว ก็ได้แค่นี้จริง ๆ ค่ะ
ออกมาจากห้องสอบแบบมึน ๆ
แต่ที่มึนกว่า.............
ก็ตอนเขาคืนกระดาษคำตอบมาให้พร้อมคะแนนนี่สิค่ะ
คะแนนดูง่ายมากกกกกกกกกกกกกกก
เพราะมีแค่ 0 กับ 1
มึน ๆ ลอย ๆ ไปทั้งวันอ่ะค่ะ
 
แต่ทั้งหลายแหล่ที่ว่ามานั้น
มันยังไม่ใช่จุดเปลี่ยนค่ะ
ต้องยกประโยชน์ให้กับอาจารย์ที่สอนวิชา Indian History ค่ะ
(ขอรับรองว่านี่คือการสรรเสริญจริง ๆ ค่ะ)
อาจารย์คนนี้เป็นผู้ชายค่ะ เราก็จะเรียกกันว่า Sir
ตา Sir คนนี้ ด้วยความที่แกเห็นเราเป็นคนต่างชาติค่ะ
ด้วยความหวังดี (มั้ง)
เลยเรียกโจ๊กให้สรุปสิ่งที่เรียนมาทั้งหมดในวันนั้นค่ะ
ตายสิค่ะ!!!
 
เรียนมาทั้งชั่วโมง ฟังก็ไม่รู้เรื่อง
จะให้เอาอะไรไปตอบฟระ
แต่ด้วยสปิริตของหญิงไทยใจงาม
โจ๊กเลยต้องลุกขึ้นตอบ (แอบเซเล็กน้อย)
แล้วก็พยายามพูดในสิ่งที่เราเข้าใจออกมา
แต่.....อีตา Sir คนนั้นมองโจ๊กด้วยความเอือมระอา
แล้วก็หันไปยิ้มเจื่อน ๆ กับเพื่อนอินเดีย
 
อีเพื่อนก็ช่วยโจ๊กมาก หัวเราะกันลั่นห้อง
ตอนนั้นจำได้ว่าโจ๊กตัวชาเลยอะค่ะ
มือเหงื่อออก เย็นเจี๊ยบเลยอ่ะ
แบบว่า ตูก็รู้แหละว่ามันไม่ถูก
แต่พวกเมิงช่วยรักษามารยาทกันนิดส์นึงได้ป่ะ
 
แต่นั่นแหละค่ะ มันคือจุดเปลี่ยนของโจ๊ก
ตั้งแต่วันนั้นมา โจ๊กกับพี่มุกไปหาอาจารย์เลยค่ะ
แล้วก็ไปเอารายชื่อหนังสือทุกเล่ม ของทุกวิชาที่อาจารย์ใช้สอน
โชคดีที่อินเดียเขามีตลาดขายหนังสือราคาถูก
โจ๊กกับพี่มุกก็เลยไปกว้านซื้อมาอ่านค่ะ 
 
ซึ่งการอ่าน ก็อ่านแบบเรื่อย ๆ ไม่ได้ด้วยนะค่ะ
เราต้องอ่านเตรียมตัวก่อนที่จะเรียน
ซึ่งทุกคาบ อาจารย์ทุกคนจะบอกเสมอว่าคราวหน้า
เขาจะสอนอะไร เราก็ต้องไปอ่านดักไว้ก่อนนะค่ะ
เพื่อที่ว่าเวลาเขาสอนจริง ๆ เราจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น
ว่าเขาพูดเกี่ยวกับอะไร
 
บอกได้เลยว่า่ตอนนั้นท้อมาก ๆ ค่ะ
เพราะโจ๊กใช้เวลาในการอ่านหนังสือ
เอาแค่ 1 หน้าเนี่ย เป็นชั่วโมงอะค่ะ
เพราะเราไม่รู้ศัพท์สักคำเลย
ต้องขีดเส้นใต้ แล้วก็เปิดดิกหาคำแปล
คือ ทั้งหน้าเนี่ย แปลมันเกือบทุกคำ
ยกเว้น คำบุพบท คำเชื่อมบางทีโจ๊กยังต้องแปลเลยค่ะ
 
แล้วแปลจบหน้านึง ลืม!
ได้หน้า ดันลืมหลังซะงั้น!
ต้องกลับไปอ่านใหม่ตั้งแต่ต้นอีกรอบ
สรุปแล้ว กว่าจะจบบทเนี่ย จะตายเอาอ่ะค่ะ
อ่านซ้ำไม่รู้กี่รอบ
 
แต่ผลที่ออกมา มันก็น่าภูมิใจอยู่หรอกนะคะ
ไม่รู้ นรกรำพัน สวรรค์ลิขิต
อีตา Sir คนนั้น กลับมาสอนโจ๊กอีกรอบตอนเทอมสุดท้ายค่ะ
 
คราวนี้สอนวิชา Ethic
หรือวิชาจรรยาบรรณทางธุรกิจนั่นแหละค่ะ
เหมือนเจ้ากรรมนายเวร หรืออะไรสักอย่างค่ะ
เอาอีกแล้ว!!!
 
ตา Sir นี่ เรียกโจ๊กตอบอีกแล้วค่ะ
คราวนี้ไม่ได้ลุกขึ้นตอบ แบบคราวนั้นด้วย
แต่เรียกออกไปพูดหน้าห้อง!!!
กรี๊ดดดดดดดดดด!!!! 
แกจะกลั่นแกล้งฉ้านไปถึงหนาย
 
แต่ด้วยสายเลือดไทย ใจต้องห้าวหาญ
โจ๊กก็เลยลุกด้วยความมั่นใจออกไปหน้าห้องค่ะ
แล้วก็พูดภาษาอังกฤษ
ด้วยสำเนียงที่ "ตอแหล" ที่สุดในชีวิตค่ะ
เหมือนเวลาที่คุณจับไมค์แล้ว วางไม่ลง
โจ๊กเองก็เช่นเดียวกันค่ะ
ตูไม่ยอมจบ เมิงจะทำไม จงฟังต่อไปซะ!!!
 
จำไม่ได้ว่าวันนั้นพูดอะไรไปบ้าง
รู้แต่ว่า เมื่อพูดจบเพื่อน ๆ ในห้องพร้อมใจกันตบมือให้
ตา Sir นั่น ก็มองโจ๊กหน้าบานเป็นกะละมังเลยค่ะ
ประหนึ่งภูมิใจมาก ไรงี้
ให้รู้ไปว่า
 
หญิงไทยใจงาม ฆ่าได้ แต่หยามไม่ได้เฟร่ย
 
 
 
 
ป.ล. เอนทรี่นี้อุทิศให้พี่มุกที่น่ารักของน้องโจ๊กค่ะ
ที่ทั้งฉุด กระชากลากถู น้องคนนี้ให้ลุกขึ้นมาอ่านหนังสือ
ถึงช่วงเวลานั้นมันจะยากลำบากขนาดไหน
แต่วันนี้ โจ๊กก็ผ่านมันมาได้แล้วอย่างสวยงาม
 
ขอบคุณทุกคนที่เกี่ยวข้อง
ที่่ให้กำลังใจ ที่ด่าในยามที่ต้องการสติ
ที่ร่วมทุกข์ ร่วมสุขกันมา
ในประเทศที่น้อยคนนักจะอยากไป
 
ขอบคุณจากใจนักเขียนน้อย ๆ คนนี้ค่ะ
 
น้องโจ๊ก